คดีสัญญากู้ยืม สัญญาซื้อขาย สัญญาว่าจ้าง

ข้อควรรู้ รายละเอียดเบื้องต้น (เวลาอ่าน 5 นาที)

สัญญากู้ยืม

สัญญากู้ยืมคืออะไร?

มีคู่กรณีสองฝ่าย คือ ฝ่ายหนึ่งเรียกว่า “ผู้กู้” ตกลง กู้ยืมเงินจากอีกฝ่ายเรียกว่า “ผู้ให้กู้” โดยโอนกรรมสิทธิ์ในเงินนั้นให้แก่ผู้กู้ และผู้กู้ตกลง จะชดใช้เงินที่มีมูลค่าเท่าเทียมกันให้แก่ผู้ให้กู้ 

สำหรับการตอบแทนการให้กู้ยืมเงินหรือเรียกว่า “ดอกเบี้ย” นั้น ไม่ใช่สาระสำคัญของการกู้ยืมเงิน ผู้กู้และผู้ให้กู้อาจตกลงกันคิดดอกเบี้ย หรือไม่ก็ได้ แต่หากมีการคิดดอกเบี้ยต่อกันต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย

อัตราดอกเบี้ยการกู้ยืม ห้ามเกิน 15% ต่อปี หากเจ้าหนี้เรียกดอกเบี้ยเกินกว่า 15% ต่อปี ให้ถือว่าดอกเบี้ยนั้นตกเป็นโมฆะ

ชำระหนี้เป็นอย่างอื่นนอกจากเงินได้หรือไม่?

สัญญากู้ยืมเงินเป็นการโอนไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในเงินที่กู้ยืม ผู้กู้ไม่จำต้องคืนเงินเป็นเงินส่วนที่ยืมไป แต่เอาเงินจากที่ใดมาคืนก็ได้ ขอให้เป็นเงินที่มีจำนวนเท่ากับเงินที่ยืม ก็ใช้ได้ อย่างไรก็ดี เงินที่กู้ยืมอาจเปลี่ยนเป็นสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นก็ได้ หากการกู้ยืม เงินนั้น ๆ ผู้กู้ยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นไว้แทนจากผู้ให้กู้ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 บัญญัติว่า

 “ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของ หรือทรัพย์สินอย่างอื่น แทนจำนวนเงินนั้นไซร้ ท่านให้คิดเป็นหนี้เงิน ค้างชำระโดยจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาด แห่งสิ่งของ หรือทรัพย์สิน นั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกันและผู้ให้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือ ทรัพย์สินอย่างอื่น เป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมไซร้ หนี้อันระงับไป เพราะการชำระเช่นนั้นท่านให้คิดเป็น จำนวนเท่ากับราคาท้องตลาด แห่งสิ่งของ หรือทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ ความตกลงกันอย่างใด ๆ ขัดกับข้อความดั่งกล่าวมานี้ท่านว่าเป็นโมฆะ”

หลักฐานการกู้ยืม 

  • กรณีจำนวนเงินที่กู้ยืม ไม่เกิน 2,000 บาท กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องทำหลักฐานการกู้ยืมต่อกัน แม้ตกลงยืมเงินกันด้วยวาจา เมื่อเกิดการผิดข้อตกลงหรือผิดสัญญาก็สามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ตามกฎหมาย
  • กรณีกู้ยืมเงิน มากกว่า 2,000 บาทขึ้นไป ต้องทำสัญญาการกู้ยืมและต้องมีลายมือชื่อของผู้กู้อยู่ในสัญญา หากไม่มีหลักฐานหรือสัญญา จะไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ แม้ว่าหนี้นั้นจะชอบด้วยกฎหมายก็ตาม

รายละเอียดเอกสารสัญญากู้

สัญญากู้ยืมเงินหรือหลักฐานการกู้ยืมจะอยู่ในรูปของหนังสือ จดหมาย หรือเอกสารใดๆ ที่เขียนขึ้นเอง หรือจะอยู่ในรูปของแบบฟอร์มทางการก็ได้ แต่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบในสัญญา ดังนี้

  1. วันที่ทำสัญญากู้
  2. ชื่อผู้กู้, ชื่อผู้ให้กู้
  3. จำนวนเงินที่กู้
  4. กำหนดการชำระเงินคืน
  5. ดอกเบี้ยต่อเดือน/ต่อปี (ถ้ามี)
  6. ลายมือชื่อผู้กู้
  7. ลายมือชื่อผู้ให้กู้ (มีหรือไม่มีก็ได้)

อาจเพิ่มรายละเอียดยิบย่อยลงไป เช่น สถานที่ทำสัญญา ผลของการผิดสัญญา และพยานในการทำสัญญา ส่วนใครที่จะทำการกู้เงินจากธนาคาร รายละเอียดของสัญญาการกู้ยืม รวมไปถึงเงื่อนไขการให้กู้ต่างๆ ก็จะขึ้นอยู่กับธนาคารนั้นๆ

สัญญาซื้อขาย

สัญญาซื้อขายคืออะไร?

คือสัญญาที่ “ผู้ขาย” โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ “ผู้ซื้อ” และตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย

การโอนกรรมสิทธิ์ คือ การโอนความเป็นเจ้าของในทรัพย์สิน ที่ซื้อขายนั้นให้แก่ผู้ซื้อ เมื่อผู้ซื้อเป็นเจ้าของแล้ว ก็จะสามารถได้รับประโยชน์หรือจะนำไปขายต่อไปอย่างไรก็ได้

สำหรับราคาของทรัพย์สินจะชำระเมื่อไหร่ จะขึ้นอยู่กับผู้ซื้อผู้ขายตกลงกัน ถ้าตกลงชำระทันทีก็เป็นการซื้อขายเงินสด หรือถ้าตกลงจะผ่อนชำระให้เป็นครั้งคราวก็เป็นการซื้อขายเงินผ่อน ซึ่งได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน

หลักเกณฑ์การทำสัญญาซื้อขาย

  1. ตัวบุคคล : ผู้ซื้อและผู้ขายทั้งสองคนต้องมี ติปัญญาพอสมควรที่จะตัดสินใจทำสัญญากันได้เอง มุมมองของกฎหมายนั่นก็คือต้อง บรรลุนิติภาวะ โดยปกติก็คือมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์
  2. ความต้องการ : ผู้ซื้อต้องมีความต้องการที่จะซื้อ ผู้ขายก็ต้องมีความต้องการที่จะขายทรัพย์สินนั้นจริงๆ โดยทั้งสองฝ่ายต้องแสดงความต้องการของตนให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ด้วย
  3. เป้าหมาย : ผู้ซื้อมีเป้าหมายที่จะได้กรรมสิทธิ์หรือเป็นเจ้าของในทรัพย์สินนั้น ผู้ขายก็มีเป้าหมายที่จะได้เงินจากทรัพย์สินนั้น สำคัญที่เป้าหมายของทั้งสองฝ่ายต้องไม่มีกฎหมายห้าม ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และต้องเป็นเป้าหมายที่เกิดขึ้นได้จริงๆด้วย
  4. โอนกรรมสิทธิ์ : ผู้ขายต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้กับผู้ซื้อ การโอนกรรมสิทธิ์นั้นอาจเกิดขึ้นแม้ว่าผู้ซื้อจะยังไม่ได้รับมอบทรัพย์หรือมีไว้ครอบครอง
  5. ชำระราคาทรัพย์สิน : ผู้ซื้อต้องตกลงว่าจะชำระราคาทรัพย์สินให้กับผู้ขาย หรืออาจเป็นกรณีที่แค่ตกลงไว้ก็เพียงพอแล้ว ยังไม่จำเป็นต้องมีการชำระกันจริงๆก็ได้ 

วิธีการทำสัญญาซื้อขาย 

  • กรณีซื้อขายสังหาริมทรัพย์นั้นไม่มีแบบเฉพาะ การแสดงความจำนงว่าต้องการซื้อขายทรัพย์สินอาจทำได้โดยปากเปล่าก็ได้ หรือจะเป็นลายลักษณ์อักษร หรือโดยวิธีการใดก็ได้ เมื่อตกลงซื้อขายกันแล้วกรรมสิทธิ์โอนทันทีและก่อให้เกิด “หนี้” ทั้งสองฝ่ายที่ต้องชำระให้กัน
  • แต่กรณีซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษนั้นมีแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ แบบที่กฎหมายบังคับให้ทำแม้จะตกลงว่าจะซื้อจะขายก็ตามก็คือ การทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
  • “อสังหาริมทรัพย์” คือ ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้/ที่ตรึงตราแน่นหนาถาวรกับที่ดิน ได้แก่ ที่ดิน บ้านเรือน ตึกแถว อาคารสิ่งปลูกสร้าง ไม้ยืนต้น แม่น้ำลำคลอง แร่ธาตุ กรวด ทราย รวมถึงสิทธิที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เช่น ภาระจำยอม สิทธิอาศัยสิทธิเก็บกิน สิทธิจำนอง
  • “สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ” ได้แก่ เรือกำปั่น/เรือระวางตั้งแต่ 5 ตันขึ้นไป เรือกลไฟ แพอยู่อาศัยของคน สัตว์พาหนะใช้ขับขี่ลากเข็น และบรรทุก เช่น ช้าง ม้า โคกระบือ

หากไม่มั่นใจในเรื่องเอกสารหรือการโอนกรรมสิทธิ์ สามารถหาที่ปรึกษากฎหมาย หรือ จ้างทนายความ ผู้มีความเชี่ยวชาญได้

เอกสารประกอบการโอนกรรมสิทธิ์ (ผู้ซื้อ)

กรณีบุคคลธรรมดา

  1. บัตรประชาชน/Passport พร้อมรับรองสำเนา 1 ชุด
  2. ทะเบียนบ้านตัวจริง/work permit พร้อมรับรองสำเนา 1 ชุด
  3. (กรณีเปลี่ยนชื่อ) สำเนาเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล พร้อมรับรองสำเนา 1 ชุด
  4. (กรณีมอบอำนาจ) หนังสือมอบอำนาจ ทด.21
  5. (กรณีมอบอำนาจ) สำเนาบัตรประชาชนผู้รับมอบอำนาจ พร้อมรับรองสำเนา 1 ชุด
  6. (กรณีมอบอำนาจ) สำเนาทะเบียนบ้านผู้รับมอบอำนาจ พร้อมรับรองสำเนา 1 ชุด
  7. (กรณีมีคู่สมรส) สำเนาบัตรประชาชนคู่สมรส พร้อมรับรองสำเนา 1 ชุด
  8. (กรณีมีคู่สมรส) สำเนาทะเบียนบ้านคู่สมรส พร้อมรับรองสำเนา 1 ชุด
  9. (กรณีมีคู่สมรส) เอกสารยินยอมจากคู่สมรส
  10. (กรณีหย่ากับคู่สมรส) สำเนาทะเบียนหย่า 1 ชุด
  11. (กรณีผู้ซื้อเป็นชาวต่างชาติ) เอกสารยืนยันการโอนเงินจากต่างประเทศ (FET หรือ Credit Advice)

กรณีนิติบุคคล

  1. สำเนาบัตรประชาชนกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม พร้อมประทับตรา 1 ชุด
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน/work permit ของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม พร้อมประทับตรา 1 ชุด
  3. หนังสือรับรองนิติบุคคลที่มีอายุไม่เกิน 1 เดือน
  4. บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น อายุไม่เกิน 1 เดือน พร้อมรายละเอียดในบัญชีรายชื่อของนิติบุคคลที่สามารถซื้อที่ดินได้
  5. หนังสือตัวอย่างลายเซ็นกรรมการผู้มีอำนาจ
  6. รายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัท ระบุวัตถุประสงค์ในการซื้อ และแหล่งที่มาของเงิน
  7. (กรณีมอบอำนาจ) หนังสือมอบอำนาจ
  8. (กรณีมอบอำนาจ) สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ 1 ชุด
  9. (กรณีมอบอำนาจ) สำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับมอบอำนาจ 1 ชุด

เอกสารประกอบการโอนกรรมสิทธิ์ (ผู้ขายคนไทย)

กรณีบุคคลธรรมดา

  1. โฉนดตัวจริง
  2. บัตรประชาชนของผู้ขาย พร้อมสำเนา และคู่สมรส (ถ้ามี) 1 ชุด
  3. ทะเบียนบ้านของผู้ขาย พร้อมสำเนา และคู่สมรส (ถ้ามี) 1 ชุด
  4. (กรณีคู่สมรส) สำเนาใบทะเบียนสมรส 1 ชุด
  5. (กรณีคู่สมรส) หนังสือยินยอมของคู่สมรส 1 ชุด
  6. (กรณีมอบอำนาจ) หนังสือมอบอำนาจ
  7. (กรณีมอบอำนาจ) สำเนาบัตรประชาชนผู้รับมอบอำนาจ 1 ชุด
  8. (กรณีมอบอำนาจ) สำเนาทะเบียนบ้านผู้รับมอบอำนาจ 1 ชุด
  9. (กรณีห้องชุด) ใบปลอดภาระหนี้จากนิติบุคคล 1 ชุด

กรณีนิติบุคคล

  1. สำเนาบัตรประชาชนกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม พร้อมประทับตรา 1 ชุด
  2. สำเนาทะเบียนบ้านของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม พร้อมประทับตรา 1 ชุด
  3. หนังสือรับรองนิติบุคคลที่มีอายุไม่เกิน1 เดือน
  4. นังสือตัวอย่างลายเซ็นกรรมการผู้มีอำนาจ
  5. รายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัท
  6. (กรณีมอบอำนาจ) หนังสือมอบอำนาจ
  7. (กรณีมอบอำนาจ) สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ 1 ชุด
  8. (กรณีมอบอำนาจ) สำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับมอบอำนาจ 1 ชุด

เอกสารประกอบการโอนกรรมสิทธิ์ (ผู้ขายคนต่างชาติ)

กรณีบุคคลธรรมดา

  1. โฉนดตัวจริง
  2. Passport พร้อมสำเนา และคู่สมรส (ถ้ามี) 1 ชุด
  3. ทะเบียนบ้านตัวจริงของผู้ขาย พร้อมสำเนา และคู่สมรส (ถ้ามี) 1 ชุด
  4. Work permit พร้อมสำเนา 1 ชุด
  5. (กรณีคู่สมรส) สำเนาใบทะเบียนสมรส 1 ชุด
  6. (กรณีคู่สมรส) หนังสือยินยอมของคู่สมรส 1 ชุด
  7. (กรณีมอบอำนาจ) หนังสือมอบอำนาจ
  8. (กรณีมอบอำนาจ) สำเนาบัตรประชาชนผู้รับมอบอำนาจ 1 ชุด
  9. (กรณีมอบอำนาจ) สำเนาทะเบียนบ้านผู้รับมอบอำนาจ 1 ชุด
  10. (กรณีห้องชุด) ใบปลอดภาระหนี้จากนิติบุคคล 1 ชุด
  11. (กรณีห้องชุด และผู้ซื้อเป็นชาวต่างชาติ) เอกสารแสดงสัดส่วนพื้นที่ในโครงการที่ชาวต่างชาติครอบครองกรรมสิทธิ์ได้ (Foreigner Quota)

กรณีนิติบุคคล

  1. สำเนา Passport ผู้มีอำนาจลงนาม พร้อมประทับตรา 1 ชุด
  2. สำเนา Work permit ของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม พร้อมประทับตรา 1 ชุด
  3. หนังสือรับรองนิติบุคคลที่มีอายุไม่เกิน 1 เดือน
  4. นังสือตัวอย่างลายเซ็นกรรมการผู้มีอำนาจ
  5. รายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัท
  6. (กรณีมอบอำนาจ) หนังสือมอบอำนาจ
  7. (กรณีมอบอำนาจ) สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ 1 ชุด
  8. (กรณีมอบอำนาจ) สำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับมอบอำนาจ 1 ชุด

สัญญาว่าจ้าง

สัญญาว่าจ้างคืออะไร?

คือข้อตกลงในด้านแรงงานระหว่าง “ผู้ใช้แรงงาน” กับ “ผู้ว่าจ้าง” องค์กร หรือหน่วยงานผู้ว่าจ้าง ซึ่งมีการกำหนดความรับผิดชอบ สิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายไว้อย่างชัดเจน

ผู้ใช้แรงงานจะรับภาระหน้าที่ความรับผิดและทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง รวมทั้งเคารพระเบียบ ส่วนผู้ว่าจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ใช้แรงงานตามปริมาณและคุณภาพของงานที่ผู้ใช้แรงงานได้ทำไป อีกทั้งต้องประกันสิทธิและประโยชน์ด้านต่างๆ แก่พนักงานของหน่วยงานนั้นๆ ตามกฎหมายแรงงานกำหนด หรือตามที่ตกลงไว้ระหว่างสองฝ่าย

รายละเอียดสัญญาว่าจ้าง

  1. ระยะเวลาสัญญา : มี 3 ประเภทคือ กำหนดระยะเวลาที่แน่นอนไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน และถือเอาเวลาที่งานสำเร็จเป็นจุดสิ้นสุด หากเป็นสัญญาที่กำหนดระยะเวลาที่แน่นอน ควรจะมีกำหนดเวลาอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป
  2. เนื้อหาของงาน : ผู้ว่าจ้างต้องกำหนดให้ผู้ใช้แรงงานทำงานอะไร เป็นเนื้อหาสำคัญที่ผู้ใช้แรงงานยอมรับว่าเป็นหน้าที่ที่ควรปฏิบัติ เช่น ระบุตำแหน่งงาน ลักษณะงาน ขอบข่ายของงาน รวมถึงภาระหน้าที่ในการผลิตงานให้บรรลุเป้าหมายด้านคุณภาพและประสิทธิภาพ
  3. คุ้มครองแรงงาน : ผู้ว่าจ้างจะต้องมีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยและสุขอนามัยของผู้ใช้แรงงาน
  4. ค่าตอบแทน : ผู้ว่าจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้ใช้แรงงานในรูปของเงิน ตามตำแหน่งหน้าที่ ความสามารถ โดยค่าตอบแทนจะต้องระบุ จำนวนเงิน วันและสถานที่จ่ายค่าตอบแทน และค่าตอบแทนนั้นต้องไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้
  5. ระเบียบการทำงาน : กฎข้อบังคับที่ผู้ใช้แรงงานต้องเคารพปฏิบัติเมื่ออยู่ในระหว่างการทำงาน กฎที่ตั้งขึ้นในหน่วยงานนั้นเป็นระเบียบที่ผู้ใช้แรงงานปฏิบัติตาม
  6. สิ้นสุดสัญญา : เงื่อนไขที่ทำให้สัญญาสิ้นสุดลงต้องระบุในสัญญา โดยเงื่อนไขนั้นอาจนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดไว้อาจเป็นข้อตกลงการสิ้นสุดสัญญาว่าจ้างระหว่างผู้ใช้แรงงานกับผู้ว่าจ้างก็ได้
  7. การผิดสัญญาว่าจ้าง : ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจงใจหรือประมาทผิดสัญญา จนทำให้สัญญาว่าจ้างไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ตามปกติ ฝ่ายที่ผิดสัญญา ควรจะต้องรับภาระความรับผิดชอบที่เกิดจากจากการกระทำผิดสัญญาตามกฎหมายกำหนด ความรับผิดชอบนั้นต้องยุติธรรมและมีเหตุผล

ขั้นตอนการทำสัญญาว่าจ้าง

  1. คู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ควรประเมินตนเองว่าตรงกับเงื่อนไขในการรับพนักงานหรือไม่
  2. การเขียนสัญญาจ้างงานจะต้องถูกต้องตามกฎหมายและนโยบายของประเทศ และต้องอิงกับสภาพความเป็นจริง
  3. เนื้อหาของสัญญาจะต้องเขียนกระชับหรือละเอียด และเป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบของประเทศ
  4. ภาษาที่ใช้ในสัญญาจะต้องเข้าใจง่าย เพื่อหลีกเลี่ยงคู่สัญญาเกิดความเข้าใจหรือมีความเห็นไม่ตรงกัน
  5. ควรกำหนดความรับผิดชอบของคู่สัญญาให้ชัดเจน ความรับผิดชอบไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในสัญญา แต่ยังเป็นหลักฐานที่สำคัญอย่างหนึ่งในการตัดสินข้อพิพาทด้านแรงงานด้วย
  6. วันที่ทำสัญญาและวันที่สัญญามีผลบังคับใช้จะต้องเขียนไว้ชัดเจน
  7. หน้าที่ของผู้ใช้แรงงานที่กำหนดในสัญญาต้อง ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
  8. เมื่อทำสัญญาเสร็จแล้วควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ นักกฎหมาย หรือหาทนายที่รับร่างสัญญา เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของสัญญาและหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต

การเลิกสัญญา

  • ผู้ใช้แรงงานเสนอยกเลิกสัญญาว่าจ้าง จะต้องทำหนังสือแจ้งถึงผู้ว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า 30 วัน
  • หรืออาจมีเหตุที่กฎหมายกำหนดให้สามารถบอกเลิกสัญญาเมื่อไหร่ก็ได้ เช่น ผู้ว่าจ้างบังคับให้ทำงานโดยใช้ความรุนแรง คุกคาม หรือจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคลโดยผิดกฎหมาย การทำงานนั้นมีสภาพเลวร้าย บ่อนทำลายสุขภาพของพนักงานอย่างร้ายแรงโดยได้รับการยืนยันจากหน่วยงานด้านแรงงานหรือสาธารณสุข เป็นต้น

รายละเอียดเอกสารสัญญาว่าจ้าง

  1. วันที่ทำสัญญาว่าจ้าง
  2. ชื่อผู้ว่าจ้าง, ชื่อผู้ใช้แรงงาน/ผู้รับจ้าง
  3. ที่อยู่สถานที่ทำงาน
  4. จำนวน วันที่ และช่องทางการจ่ายค่าจ้าง
  5. หน้าที่ผู้รับจ้าง เงื่อนไขความสำเร็จของงาน/กำหนดเวลางาน
  6. เวลาการทำงาน
  7. สวัสดิการ
  8. ระยะเวลาของสัญญา
  9. การเลิกสัญญา
  10. ลายมือชื่อผู้ว่าจ้าง
  11. ลายมือชื่อผู้รับจ้าง
  12. ลายมือชื่อพยาน

สัญญาว่าจ้าง อาจเพิ่มรายละเอียดยิบย่อยลงไปได้ เช่น ความรับผิดของผู้รับจ้าง/ผู้ว่าจ้าง การจ้างช่วง เงินประกัน เป็นต้น

หากไม่มั่นใจเรื่องรายละเอียดในสัญญาจะเป็นผลดีหรือผลเสียต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ สามารถหาทนายความ ปรึกษาทนายความ ให้ช่วยเหลือหรือร่างสัญญาได้

แหล่งอ้างอิง

  • กองกฎหมาย(2018)คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับการทำสัญญากู้ยืมเงินและตัวอย่างแบบสัญญากู้ยืมเงิน Available at:http://abt.in.th/_files_aorbortor/011514/uploads/files/20181009151525_62872.pdf (Accessed: 13 July 2023). 
  • Pongklam, W. (2020) สิ่งที่ลูกหนี้ต้องรู้! ก่อนตกลงทำ ‘สัญญากู้ยืมเงิน’. Available at: https://www.ofm.co.th/blog/สัญญากู้ยืม/ (Accessed: 13 July 2023). 
  • Super user (2017) การซื้อขาย. Available at: https://www.cpao.go.th/กฎหมายน่ารู้/72-การซื้อขาย.html (Accessed: 13 July 2023). 
  • สรุปขั้นตอนการโอนที่ดิน ณ สำนักงานที่ดิน พร้อมเอกสารการโอนที่ดิน อย่างละเอียด (no date) ความรู้เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์. Available at: https://landprothailand.com/th/how-to-transfer-property-ownership/#- (Accessed: 13 July 2023).